บทคัดย่อ
และ ข้อเสนอแนะวิธีการจัดการปัญหากรณีศึกษา
กรณีปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ
**จากบทสังเคราะห์องค์ความรู้จากโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาและพัฒนาเยาวชนฯ
กรณีศึกษาปัญหายาเสพติด และปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียน (สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ(สอ.ดย.)
และกลุ่มไม้ขีดไฟ)
|
โครงการวิจัยฯกรณีปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ
เป็นประเด็นปัญหาหนึ่งในสองปัญหาที่โครงการวิจัยฯทำการศึกษา มีวัตถุประสงค์
พื้นที่การศึกษา แนวทางปฏิบัติงาน และผลที่ได้จากการศึกษาโดยสังเขป
คือ
|
วัตถุประสงค์
1. ทบทวนองค์ความรู้ และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา
2. สังเคราะห์องค์ความรู้เดิม ประสานกับแนวคิดการพัฒนาเยาวชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของนักเรียน
และสถานศึกษา รวมทั้งเครือข่ายการทำงานเพื่อสร้างกิจกรรมที่นำไปสู่การพัฒนานักเรียนและแก้ไขปัญหาในระดับที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทาง
คุณภาพของเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย และเกิดกลไกการบริหาร จัดการ
3. เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของกลไกฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา
เกิดบทเรียนที่จะเป็นแนวทางในการ
พัฒนาเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
|
พื้นที่การศึกษา
สถานศึกษาอาชีวศึกษา ภาครัฐ และเอกชน 13 แห่ง ในพื้นที่ใกล้เคียงกันย่าน
ลาดพร้าว รามคำแหง มีนบุรี สุวินทวงศ์ และหนองจอก
|
ผลการศึกษา
โครงการวิจัยฯได้ศึกษากรณีปัญหาความรุนแรงและการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะโดยพิจารณาภูมิหลัง
ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการ และเหตุปัจจัยที่เป็นตัวแปรของปัญหา
ทั้งเหตุปัจจัยภายใน คือ ที่ตัวนักเรียน นักศึกษา และเหตุปัจจัยภายนอก
คือ ระบบดูแลของสถานศึกษา สภาวการณ์ความรุนแรง ตัวกระตุ้น และสภาพทางภูมิศาสตร์
ซึ่งเป็นการพิจารณาปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษาที่ดำรงอยู่มากว่า
5 ทศวรรษ และมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษหลัง โดยพิจารณาจากบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับมหภาค
และระดับจุลภาค ทำให้เกิดความเข้าใจปัญหาอย่างรอบด้านและตรงประเด็นมากขึ้น
|
การศึกษาเหตุปัจจัยภายใน
คือ ตัวนักเรียน นักศึกษา โครงการวิจัยใช้ทั้งการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม
และแบบวัดทัศนคติ และการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์และการสังเกต
พบว่านักเรียนนักศึกษาประมาณครึ่งหนึ่งมีทัศนคติที่ดีต่อการทะเลาะวิวาท
มีเพียงประมาณร้อยละ 10.6 ที่มีความชัดเจนว่าการทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องไม่ดี
เหตุผลของการเกิดการทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่นักเรียนให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องหมั่นไส้
ยั่วยุ และเป็นการป้องกันตัว โครงการวิจัยฯได้แยกแยะเหตุปัจจัยภายในเป็น
2 เรื่อง คือ เรื่องจิตลักษณะ และ อัตตลักษณ์ หรือ อัตมโนทัศน์ พิจารณากระบวนการเรียนรู้ทางสังคมทั้งจากกลุ่มปฐมภูมิ
คือ ครอบครัว ครู อาจารย์ เพื่อน/รุ่นพี่ และทุติยภูมิ คือ ภูมิหลังทางการเมือง
วัฒนธรรม ตัวแบบและสื่อ
|
รายงานการศึกษาได้แสดงให้เห็นความคิด
ทัศนคติของนักเรียน นักศึกษา ต่อการทะเลาะวิวาท และการใช้ความรุนแรง
ความคิด ทัศนคติเหล่านี้เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมของนักเรียนที่มาจากสังคมชาวอาชีวะ
และวัฒนธรรมของสังคมไทย รวมถึงถูกเพิ่มระดับความรุนแรงจากเหตุการณ์ทางการเมือในอดีต
|
การศึกษาเหตุปัจจัยภายนอก
พบว่าสถานศึกษาเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหา การควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้อยู่ในภาวะปกติเป็นเรื่องที่สำคัญ
เพราะความรุนแรงจะชักนำให้เกิดความรุนแรงครั้งต่อไป การพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์
ทำให้เห็นคู่ขัดแย้งหลักและรอง ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตความร่วมมือตามสภาพความเป็นจริง
|
โครงการวิจัยฯได้กระตุ้นและสนับสนุนการทำงานของกลไกในการแก้ไขปัญหา
คือ เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา และขยายความร่วมมือกับชุมชน
และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โครงการวิจัยฯได้เสนอแนวคิดเพื่อปรับกระบวนการทำงานให้เป็นแนวคิดเชิงบวก
และให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น
กิจกรรมต่างๆที่ได้มีการดำเนินการไปเช่น ค่ายแกนนำอาชีวะสมานฉันท์
ค่ายดนตรี งานรณรงค์ งานอาสาพัฒนาและ กิจกรรมทางศาสนา(อิสลาม) ทำให้เกิดบทเรียนในการทำงานร่วมกัน
ทั้งคณะทำงาน และ ครูอาจารย์ เกิดความมั่นใจในการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างสถานศึกษา
มากขึ้น
อย่างไรก็ตามเนื้อหา เทคนิค และทักษะในการจัดกิจกรรมเป็นสิ่งที่จะต้องค้นคว้าพัฒนาร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น
|
ข้อเสนอแนะและวิธีการแก้ไข
กรณีปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนอาชีวะในพื้นที่กทม. และปริมณฑล
คณะทำงานโครงการวิจัยฯได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ในการทำปฏิบัติการมีข้อเสนอแนะวิธีการแก้
ไขปัญหาซึ่งสามารถดำเนินการได้ในระดับของสถานศึกษาภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างปัจจุบันดังนี้
|
1.ควรสำรวจสถานการณ์ปัญหาเบื้องต้นในแต่ละโซนพื้นที่เพื่อจัดทำกลไกเครือข่ายที่ประกอบด้วยสถานศึกษาภาครัฐและเอกชนตามโซนของพื้นที่
โดยคำนึงถึงสถานการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จำนวนสถานศึกษาในเครือข่ายไม่ควรมากเกินไปจนทำให้เกิดความไม่สะดวกในการประสานงาน
เพราะการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของเครือข่าย
|
2.
สร้างเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประเมินประสบการณ์ปัญหาร่วมกันของสมาชิกในเครือข่าย
เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาของสถานศึกษา
|
3.
สถานศึกษาควรจะพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนมีโอกาสปฏิสังสรรค์กับสังคมให้มากขึ้น
เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่วิชาการ และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทัศนคติ
และทักษะชีวิตของนักเรียน
|
4.
สถานศึกษาควรให้ความเอาใจใส่ในการใช้การทำกิจกรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนานักเรียน
นักศึกษา อย่างจริงจัง และจะต้องมีการปรับปรุงให้การทำกิจกรรมเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อการพัฒนาตนเองของนักเรียน นักศึกษา ทั้งในแง่จิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
การควบคุมตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเสียสละ ฯลฯ
|
5.
สถานศึกษาควรพัฒนาครู อาจารย์ ให้มีความเข้าใจและสนับสนุนกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน
นักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ
ซึ่งการสนับสนุน กลุ่ม ชมรม ภายในสถานศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบรรยากาศใหม่
ๆ ในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองของนักเรียน นักศึกษา การพัฒนากิจกรรมภายในสถานศึกษาโดยกระบวนการที่นักเรียน
นักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าของกิจกรรม ให้มีความน่าสนใจและหลากหลาย
อาจจะทำเป็นโครงการนำร่องที่ให้องค์กรภายนอก ( Third party ) เข้ามาช่วยในการพัฒนา
|
6.
การจัดกิจกรรมให้นักเรียน นักศึกษา ต่างสถาบันได้มีโอกาสพบปะ สื่อสารกัน
จะทำให้ความรู้สึกหวาดระแวง เป็นอริกันลดลงได้ แต่จะต้องมีการพัฒนากระบวนการ
วิธีการให้แยบคาย นักเรียน นักศึกษา ควรได้รับการเตรียมการก่อนมาพบกัน
ซึ่งควร
เป็นการพบกันอย่างมีจุดมุ่งหมายที่สร้างสรรค์ และมากกว่าการมาพบปะกันเพื่อสร้างความสมานฉันท์
กิจกรรมอาจทำได้หลายลักษณะ เช่น กิจกรรมบริการสังคม กิจกรรมทัศนศึกษา
กิจกรรมค่าย กิจกรรมรณรงค์ กิจกรรมกีฬา กิจกรรมฝึก อบรม ฯลฯ
|
7.
สถานศึกษาควรเอาใจใส่กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่มีความพร้อม
หรือมีปัญหาในการเรียนอย่างจริงจัง ควรมีการพัฒนาทักษะของครู อาจารย์
ในการจัดการปัญหานักเรียนที่ไม่มีความพร้อม หรือมีปัญหาการเรียน เป็นพิเศษ
|
8.
สถานศึกษาจะต้องระมัดระวัง และเข้มงวดกับครู อาจารย์ ที่จะไม่ให้ครู
อาจารย์ เป็นแบบอย่างของความรุนแรง และเป็นกลุ่มอ้างอิงในการสืบต่อทัศนคติที่เป็นรากเหง้าของปัญหาการทะเลาะวิวาท
|
ข้อเสนอระดับนโยบาย
1. กระทรวงศึกษาธิการควรจะสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาความรุนแรงของ
นักเรียน นักศึกษาอาชีวะในระดับรากฐานของปัญหา มิใช่แก้ไขเพียงระดับ
สถานการณ์ปัญหาเป็นครั้งคราว เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริหารสถานศึกษาถือเป็นภาระกิจที่จะต้องดำเนินการในการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน
นักศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม
|
2.
กระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนการทำงานโดยการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาได้เป็นผู้ริเริ่ม
จัดการ ตามสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ ไม่ควรกำหนดแนวทาง หรือมาตรการสำเร็จรูปให้สถานศึกษาปฏิบัต
ิ |
3.
กระทรวงศึกษาธิการ ควรสนับสนุนให้เกิดภาคี หรือ กลุ่มคน หรือ หน่วยงานที่อาจจะอยู่ภายในระบบราชการ
หรือนอกระบบราชการ เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ทั้งในด้านการประสานงาน
ความรู้ ทักษะ ฯลฯ ให้การดำเนินการของกลไกการจัดการปัญหาระดับพื้นที่เคลื่อนไหวไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และมีการสรุปบทเรียนการทำงาน
|
power by the matches
group
|